antises.com

know how knowlege base สาระ ทั่วไป ,จิปาถะ

โครเมียม ( Chromium )

โครเมียมทำหน้าที่อะไร
โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต รองจาก แคลเซียม แล้ว โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนอเมริกันที่รับประทานเป็นประจำ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิด นอกจากนั้น โครเมียม อาจมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้ เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)

จากการศึกษาพบว่า โครเมียม แบบที่เรียกว่า โครเมียมพิกโคลิเนต (Chromium Picolinate) มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกาย โดยพบว่า โครเมียมพิกโคลิเนต อาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยมีงานวิจัยที่ทดลองให้ โครเมียมพิกโคลิเนต ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันในร่างกาย และ น้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ตาม การศึกษาอื่นก็ไม่สามารถยืนยันผลของ โครเมียมพิกโคลิเนต ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

ประโยชน์ของโครเมียม
คนส่วน ใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม โครเมียม เลยหากสามารถรับประทานได้จากอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมักจะผ่านกรรมวิธีมามากจนทำให้สาร อาหารต่างๆ รวมทั้ง โครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหารทำให้ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องพิจารณารับประทาน โครเมียม เป็นอาหารเสริม เหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ

-  ลด ระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
จากหลักฐานการศึกษาวิจัยพบว่า โครเมียม (ทั้งในรูปแบบพิกโคลิเนตและอื่นๆ) พบว่ามีผลในการลดระดับ คลอเลสเตอรอล ในร่างกาย โดยการมีบทบาทไปเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

-  ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดและโรคเบาหวาน
ในผู้ป่วยโรค เบาหวาน แบบที่ 2 โครเมียมมีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่าอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาล ในเลือด แต่ปัญหาคือเซลร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ มีการทดลองซึ่งเป็นการทดลองแบบที่ทั้งผู้ทดสอบและผู้ถูกทดสอบจะไม่มีใครทราบ เลยว่าได้ยาที่มีส่วนผสมของ โครเมียม หรือไม่มี เพื่อตัดตัวแปรด้านความรู้สึกของผู้เข้าการทดลองที่อาจะมีผลต่อการวัดผลใน ประสิทธิภาพของ โครเมียม ซึ่งผลการทดลองสนับสนุนสรรพคุณด้านการลดน้ำตาลในเลือดของ โครเมียม

เนื่อง จาก โครเมียม ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยในการทำให้ glucose tolerance ดีขึ้น ดังนั้นการได้รับ โครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวาน ชนิดที่ 2 คนที่มีอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีอาการดีขึ้น เมื่อได้รับ โครเมียม 200 ไมโครกรัมต่อวัน

-  ช่วย เรื่องการลดน้ำหนัก
มีเพียง โครเมียมพิกโคลิเนต ที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆ ในเทกซัสได้รับ โครเมียม จำนวน 400 ไมโครกรัมต่อวันของ โครเมียมพิกโคลิเนต หรือยาหลอกเป็นระยะเวลติดต่อกัน 3 เดือน คนที่ได้รับ โครเมียม มีไขมันในร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม)

นอกจากนี้ จากผลการทดลองดังกล่าวจึงมีการใช้ โครเมียมพิกโคลิเนต ในกลุ่มผู้รักการออกกำลังกายเพื่อที่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย เมื่อรับประทาน โครเมียมพิกโคลิเนต ร่วมกับการออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งที่พบ โครเมียม
แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุด คือ ในยีสต์ (Brewer’s yeast) นอกจากนั้นก็ยังพบใน เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล ซึ่งปรกติจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิต เบียร์บางยี่ห้อก็อาจจะมี โครเมียม ในปริมาณมาก

ใครที่จะขาดโครเมียม
เนื่อง จากคนทั่วไปได้รับ โครเมียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ US RDA ได้แนะนำไว้คือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน และ ประมาณ 3 % ของ โครเมียม ในอาหารที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คนทั่วไปควรได้รับ โครเมียม เป็นอาหารเสริม การที่รับประทานอาหารประเภทน้ำตาล และอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการขาด โครเมียม และเร่งให้เกิดโรค เบาหวาน ได้

พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุด เมื่อร่างกายขาด โครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค เช่น impaired glucose tolerance, glycosuria, อาการระดับน้ำตาลสูงเมื่ออดอาหาร fasting hyperglycemia, ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น และ การทำงานของอินซูลินลดลง (ซึ่งเหล่านี้ล้วนอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน)

ขนาดที่แนะนำ
ปริมาณ ที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน

อาการข้างเคียง
ใน ปริมาณที่ โครเมียม วางขายทั่วไป (50 – 300 ไมโครกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าก่อให้เกิด อาการเป็นพิษต่อร่างกาย (toxicity) อาหารเสริม โครเมียม อาจจะเพิ่ม หรือเข้าไปช่วยการทำงานของยารักษาโรค เบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือยาลดน้ำตาลอื่นๆ) และอาจทำให้เกิดอาการระดับน้ำตาลต่ำได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เบาหวาน จึงควรปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะทานอาหารเสริม โครเมียม

ผลต่ออาหารชนิดอื่นๆ
จากการ ศึกษาพบว่า วิตามินซี เพิ่มการดูดซึมของ โครเมียม จึงได้มีการแนะนำให้รับประทานร่วมกันระหว่าง วิตามินซี และ โครเมียม หรือทานร่วมกับอาหารที่มี วิตามินซี สูงๆ

ข้อระวังในการใช้

-  ผู้ป่วยโรค เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการรับประทาน เนื่องจาก โครเมียม อาจจะไปมีผลทำให้ความต้องการอินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้

-  อย่ารับประทานพร้อมๆ กับแคลเซียมคาร์บอเนต หรือยาลดกรดต่างๆในเวลาเดียวกันเพราะมันอาจจะไปรบกวนการดูดซึมของโรคเมีย มได้

-  การรับประทาน โครเมียม ในปริมาณสูงๆ อาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มปริมาณการรับประทาน สังกะสี ให้เพิ่มมากขึ้นแทน

, ,
November 8, 2011 at 1:58 am Comments (0)

กาแฟดีต่อหัวใจ

เทเลกราฟ – การกินกาแฟวันละ1-3 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

ข่าวดีสำหรับคอกาแฟชิ้นนี้มาจากรายงานในวารสารอเมริกัน เจอร์นัล ออฟ คลินิคัล นิวทริเชียน ซึ่งทำการศึกษาหญิงชรา 27,000 คน และติดตามผลนาน 15 ปี

การศึกษาพบว่า ความเสี่ยงของโรคหัวใจลดลงราว 30% สำหรับผู้หญิงที่กินกาแฟในระดับปานกลาง การวิเคราะห์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการศึกษาสุขภาพสตรีไอโอวา ยังพบว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ60% ในอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร่างกายรับเข้าไป อาจมาจากกาแฟ

สารต่อต้านอนุมูลอิสระทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และลดการอักเสบซึ่งจะทำให้หลอดเลือดตีบ

อนึ่ง สารประกอบที่สำคัญในกาแฟมีอาทิ คาเฟอีน และโพลีฟีนอล โดยตัวหลังนั้นพบในไวน์แดงด้วยเช่นกัน และมีความเกี่ยวโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจในผู้ที่ดื่มไวน์แดงวันละ 1-3 แก้ว

นักวิจัยที่ทำการศึกษาสตรีมีอายุในไอโอวา สหรัฐฯ ยังอ้างอิงรายงานการวิจัยในสก็อตแลนด์ที่ครอบคลุมกลุ่มสำรวจชาย-หญิงจำนวน 11,000 คน ซึ่งระบุว่า การดื่มกาแฟมีความเกี่ยวพันกับการลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยสาเหตุ ต่างๆ

โดย ผู้จัดการออนไลน์

, ,
November 8, 2011 at 1:40 am Comments (0)

อาหารเสริมจำเป็นแค่ไหน

ปัจจุบัน อาหารเสริมได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะทุกคน ต้องการมีสุขภาพแข็งแรง ในต่างประเทศ อาหารเสริม กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากคุณค่าที่ได้รับจากอาหารนั้นลดน้อยลง ด้วยระบบการแปรรูปอาหาร ยิ่งขั้นตอนซับซ้อนมากเท่าไร คุณค่าของอาหารก็จะยิ่งหดหายไปมากเท่านั้น อาจมีข้อโต้แย้งว่า คนเราไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม จำพวกวิตามิน หรือเกลือแร่ หากรับประทานอาหารถูกต้องครบห้าหมู่ จะทำให้เราได้รับวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็นต่อสุขภาพครบถ้วน นอกจากนี้ ถ้ารับประทานวิตามินหรือเกลือแร่มากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และสิ้นเปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ

การรักษาความสมดุลทาง ชีวเคมี ที่ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดี จำเป็นต้องอาศัยแนวปฏิบัติที่ครบวงจร ได้แก่ อาหาร ระดับของสารอาหารที่เพียงพอ การออกกำลังกาย การกำจัดสารพิษในร่างกาย การนอนหลับ การพักผ่อน เทคนิคการกำจัดความเครียด และการฝึกผ่อนคลาย การปฏิบัติตามแนวเหล่านี้ทั้งหมด อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้สุขภาพดี

เราน่าจะได้รับวิตามิน และเกลือแร่อย่างเพียงพอ จากอาหารที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำ แต่ปัจจุบันเรากำลังรับประทานอาหาร ไขมันมากเกินไป และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย อาหารเหล่านี้ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง

การขาดสารอาหาร เช่น การขาดวิตามินเอ และธาตุสังกะสี จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง สารอาหารที่เราเรียกว่า เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี และเบตาแคโรทีน เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญ ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

อาหาร ที่ดี ควรจะเป็นผลไม้ และผักสด ข้าวที่ยังไม่ผ่านการขัดสี ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ในปริมาณ ที่พอเหมาะ แต่ปัจจุบัน เราไม่ได้ รับประทานอาหาร แบบเดียวกับที่บรรพบุรุษของเรา เคยรับประทาน

ด้วยเหตุนี้ อาหารที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ความต้องการสารอาหารของเรา เปลี่ยนแปลงไปด้วย อาหารจำพวกพืชผล จะถูกเก็บก่อนที่จะสุกเองตามธรรมชาติ ทำให้สารอาหารต่าง ๆ ลดลง อาหารหลายชนิด มีการเจือปนสารอื่นๆ มากมาย เช่น สารกันบูด สารเคมีตกค้าง การทำความสะอาดและกระบวนการผลิต เรากำลังเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคขาดสารไอโอดีน โรคปัญญาอ่อน
ในเด็ก โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้อาหารเสริมเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

โปรด ระลึกไว้เสมอว่า อาหารเสริมไม่ใช่อาหารทั้งหมด ที่ร่างกายต้องการ แต่เป็นอาหารที่เรารับประทานเพิ่มเติมจาก อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอยู่แล้ว ไม่ใช่รับประทานเพื่อชดเชย การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ อย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลาหลายปี มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า หากรับประทานอาหารเสริม อย่างถูกต้อง จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการตายด้วยโรคมะเร็ง โรคไขมันอุดตันในสมอง โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง แต่สิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ในขณะนี้คือ การรับประทานอาหารจำพวกผักและผลไม้มาก ๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ กำจัดความเครียด และกำจัดสารพิษในร่างกาย รักษาสภาพแวดล้อมให้ดี การปฏิบัติตามแนวเหล่านี้ทั้งหมด อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้มีสุขภาพดีอย่างแท้จริง

ข้อมูล…ดร. สุจินต์ โตวิวิชญ์

, ,
November 8, 2011 at 12:48 am Comments (0)

กินผักผลไม้ห้ามนิ่วในถุงน้ำดี ควรกินหลายอย่างปนเปกันไป

วารสารการแพทย์อเมริกันลงพิมพ์ผลการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างจำนวน มากว่า ผู้หญิงที่รับประทานผักผลไม้เป็นประจำอาจ มีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี และทางเดินน้ำดี แบบเจ็บปวดน้อยกว่าผู้ที่รับประทานผักผลไม้น้อย

ผล การศึกษาข้อมูลของพยาบาล 77,090 คน ที่ตอบแบบสอบถามเมื่อปี 2527 ขณะอายุระหว่าง 37-64 ปี เกี่ยวกับอาหารการกิน จากนั้นติดตามอัตราการผ่าตัดถุงน้ำดีไปจนถึงปี 2543 พบว่ามีผู้ที่ต้องผ่าตัดถุงน้ำดี 6,600 คน แต่กลุ่มที่รับประทานผักผลไม้มากที่สุดตั้งแต่เริ่ม การศึกษามีแนวโน้มต้องผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มที่รับประทานผักผลไม้น้อยที่สุด ราวร้อยละ 21 ผู้ที่จัดว่ารับประทานผักและผลไม้มากที่สุดคือ รับประทานไม่ต่ำกว่า 7 ครั้งต่อวัน ส่วนผู้ที่รับประทานน้อยที่สุดคือ รับประทานไม่ถึง 3 ครั้งต่อวัน

ผลการศึกษาพบว่า ผลไม้ประเภทส้มและมะนาว ผักใบเขียว และอาหารทุกประเภทที่มีวิตามินซีสูงให้ผลป้องกันการเป็นนิ่วแบบมีอาการเจ็บ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยแนะว่าลำพังวิตามินซี เพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่สาเหตุในเรื่องนี้ แต่น่าจะเกิดจากการได้รับสารอาหารหลายอย่างในผักผลไม้ จึงควรบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณมาก.

ที่มา ไทยรัฐ

, ,
November 8, 2011 at 12:22 am Comments (0)

ชอบหม่ำสาหร่ายทะเลแห้งต้องระวัง เพราะมันเปลี่ยนไปแล้ว

ในรอบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ “สาหร่ายทะเลแห้ง” เป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากประชาชนคนไทยค่อนข้างมาก เนื่องเพราะมีคุณสมบัติและคุณประโยชน์ที่ค่อนข้างมากมาย ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีไอโอดีนและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณ สูง จัดอยู่ในกลุ่มอาหารเสริมที่แพร่หลาย ชาวบ้านร้านตลาดล้วนแล้วแต่รู้จักสาหร่ายทะเลแห้งทั้งสิ้น

แต่ ในวันนี้ สาหร่ายทะเลแห้งกำลังเปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วงเสียด้วย เนื่องจากตรวจพบการปนเปื้อนที่มีนัยสำคัญทางสถิติและอาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อผู้รับประทานด้วย

ในเรื่องนี้ น.พ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า ทางสถาบันอาหารได้ตรวจสอบพบสาหร่ายทะเลแห้งที่จำหน่ายในท้องตลาด มีการปรุงแต่งรส และกลิ่นให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น เป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่สำคัญคือ บางตัวอย่างมีสารแคดเมียมปนเปื้อนเกิน 2 มก./กก. ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานที่หลายประเทศกำหนดไว้

ทั้งนี้ โดยปกติสาหร่ายทะเลจัดเป็นพืชที่มีขีดความสามารถในการดูดซับสารที่อยู่ใน ทะเลได้มาก ดังนั้น หากบริเวณที่สาหร่ายทะเลขึ้นอยู่มีสารปนเปื้อน เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนูหรือโลหะหนักที่เป็นพิษสูง สาหร่ายก็จะดูดซับสารเหล่านั้นเข้ามาไว้ เมื่อนำมาบริโภคก็จะเข้าไปในร่างกายมนุษย์ได้

อย่างไร ก็ตาม ก็เป็นที่คลายกังวลไปได้เปลาะหนึ่ง เนื่องเพราะคนไทยไม่ได้บริโภคสาหร่ายทะเลเป็นอาหารหลักเหมือนกับญี่ปุ่น หรือ จีน และไม่ได้บริโภคกันในปริมาณมากนัก แต่ก็สามารถดูดซับ ตะกั่ว

“เพื่อ ความปลอดภัยกับผู้บริโภค ผมขอแนะนำว่าให้รับประทานสาหร่ายแห้งในปริมาณที่ไม่มากเกินปกติ และอย่ารับประทานติดต่อกันนานเกินไป พร้อมทั้งต้องบริโภคอาหารอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกาย และลดโอกาสในการได้รับสารพิษจากสาหร่ายทะเลแห้ง เพราะแคดเมียมเป็นสารที่ร่างกายสามารถขับออกมาได้ตามธรรมชาติ” นพ.ศุภชัยให้ข้อมูล

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือ แต่ละประเทศจะมีมาตรฐานของการปนเปื้อนสารแคดเมียมในปริมาณที่แตกต่างกัน เแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับไม่เกิน 2 มก./กก. ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนของแคดเมียมในอาหาร

แต่ได้กำหนดมาตรฐาน การปนเปื้อนของแคดเมียมในน้ำดื่มว่า หากเป็นน้ำตามแหล่งธรรมชาติจะกำหนดไม่ให้เกิน 0.003 พีพีเอ็ม และหากเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดจะต้องไม่เกิน 0.005 พีพีเอ็ม

จาก เรื่องสาหร่ายทะเลแห้ง ก็มาถึงเรื่องความปลอดภัยในอาหารการกินกันบ้าง เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง และที่ผ่านมารัฐบาลก็ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย

เมื่อ ได้ตรวจสอบข้อมูลไปที่ สิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ทำให้พบข่าวดีอยู่ไม่น้อย เพราะจากการตรวจสอบอาหารที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาลดลง โดยในกลุ่มอาหารสด สารเร่งเนื้อแดง เคยพบปัญหาในปี 2546 ถึง 96% ลดลงเหลือ16.30% ในปี 2547 สารฟอกขาวเคยพบ 10% ลดเหลือ 3.15% สารกันราเคยพบ 17.2% ลดเหลือ 4.34% บอแรกซ์ เคยพบ 42% เหลือเพียง 0.75% ฟอร์มาลินเคยพบ 10% ลดเหลือ 2.74% และสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เคยพบ 20.6% เหลือเพียง 5.56%

ก็เป็นอันว่า เวลานี้ ประชาชนคนไทยได้ค่อยๆ หลุดพ้นจากสภาพความเป็นพลเมืองชั้น 2 ไปได้บ้างแล้ว ซึ่งก็คงต้องฝากกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลเฝ้าจับตาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็หวังอย่างยิ่งว่าในอีกไม่ช้าสภาพที่เลวร้ายเหล่านี้จะหมดไปจากสังคม ไทยในที่สุด

, ,
November 8, 2011 at 12:15 am Comments (0)

ผักใบเขียวอุดมอาหารสมอง กินมากช่วยปกป้องความจำ

กินผักมาก โดยเฉพาะผักใบเขียวที่อุดมด้วยวิตามินอี ช่วยให้อายุสมองอ่อนเยาว์ลง ชะลอปัญหาความจำเสื่อมในคนแก่
การศึกษาผู้สูงวัยทั้งชาย-หญิงจำนวนเกือบ 4,000 คนในชิคาโกนาน 6 ปี พบว่าผู้ที่กินผักวันละมากกว่า 2 มื้อ มีอายุสมองอ่อนเยาว์ลงถึง 5 ปี ขณะที่อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง 40%

ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า ดูจะเป็นผักที่ให้คุณค่าในด้านนี้มากที่สุด นักวิจัยอธิบายว่า อาจเป็นเพราะผักใบเขียวอุดมด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นมา ทำลายเซลล์

ปกติแล้วผักมีวิตามินอีมากกว่าผลไม้ ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบว่า มีอิทธิพลต่อความจำของอาสาสมัครแต่อย่างใด นอกจากนั้น บ่อยครั้งที่มีการกินผักร่วมกับไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น น้ำสลัด ทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินอีและสารต่อต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

มาร์ทา แคลร์ มอร์ริส นักวิจัยของสถาบันรัชเพื่อสุขอนามัยผู้สูงวัยในศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย รัชในชิคาโก สหรัฐฯ เสริมว่า ไขมันดังกล่าวช่วยรักษาระดับคลอเรสเตอรอล และป้องกันไม่ให้หลอดเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อสุขภาพสมอง

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารนิวโรโลจีฉบับสัปดาห์นี้ และได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันผู้สูงวัยแห่งชาติ จัดทำโดยการขอให้อาสาสมัครอายุ 65 ปีเป็นอย่างต่ำ จำนวน 3,718 คน ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน โดยปริมาณผักแต่ละมื้อเท่ากับครึ่งถ้วยสำหรับผักหั่นแล้ว และ 1 ถ้วยสำหรับผักดิบ

อาสาสมัครเหล่านี้ยังต้องรับการทดสอบความจำ 3 ครั้ง ประกอบด้วยการทดสอบความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว ด้วยการขอให้นึกถึงเรื่องที่เพิ่งเล่าให้ฟังไป นอกจากนั้น อาสาสมัครยังต้องเล่นเกมสัญลักษณ์และเกมตัวเลข

โดยรวมแล้วอาสาสมัครทำคะแนนได้ไม่ดีนัก ยกเว้นผู้ที่กินผักวันละมากกว่าสองมื้อที่พบว่า มีอัตราเสื่อมของสมองน้อยกว่าผู้ที่กินผักน้อยกว่าหรือไม่กินเลย และมีคะแนนเทียบเท่าคะแนนที่คาดว่าคนอายุน้อยกว่านั้น 5 ปีน่าจะทำได้

ผลการศึกษายังพบว่า คนที่กินผักมากสามารถเดินเหินหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้คล่องแคล่วว่องไวกว่า

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้มุ่งเฉพาะประเด็นความเสื่อมของสมอง แต่ไม่ได้ดูว่ามีอาสาสมัครคนใดเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่

, ,
November 8, 2011 at 12:06 am Comments (0)