antises.com

know how knowlege base สาระ ทั่วไป ,จิปาถะ

ถนอมดวงตาด้วยวิธีง่าย ๆ

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการมองเห็น และการรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลก ดวงตานั้นมีความอ่อนโยน และบอบบาง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดูแลรักษาเป็นพิเศษ วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำวิธีการถนอมดวงตาแบบง่าย ๆ มาให้ลองปฏิบัติกัน

1. ควรใช้สายตาที่มีแสงสว่างเพียงพอและหลีกเลียงการเพ่งมองเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดตาได้
2. ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่อยู่ในที่มีแสงจ้า
3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกขยี้ตา หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจจะมีเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้า มาทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้
4. กรณีที่ใช้สายตานาน ๆ เช่น อ่านหนังสือ ก็ควรหาช่วงพักผ่อนสายตา ด้วยการทอดสายตาออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้สีเขียวบ้าง
5. การนอนอย่างเพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการพักผ่อนสายตาที่ดี
6. การแต่งหน้าอาจทำให้เกิดถุงใต้ตา และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เนื่องจากเนื้อครีมเข้มข้นอาจใช้แรงกดในการทา ซึ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวหน้าและผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ ต้องมีเนื้อครีมที่บางเบา ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง
7. ถ้า

 

ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญต่อการมองเห็น และการรับรู้สิ่งต่าง ๆ บนโลก ดวงตานั้นมีความอ่อนโยน และบอบบาง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดูแลรักษาเป็นพิเศษ วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำวิธีการถนอมดวงตาแบบง่าย ๆ มาให้ลองปฏิบัติกัน

1. ควรใช้สายตาที่มีแสงสว่าและหลีกเลียงการเพ่งมองเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดตาได้
2. ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่อยู่ในที่มีแสงจ้า
3. ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสกปรกขยี้ตา หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจจะมีเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้า มาทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้
4. กรณีที่ใช้สายตานาน ๆ เช่น อ่านหนังสือ ก็ควรหาช่วงพักผ่อนสายตา ด้วยการทอดสายตาออกไปไกล ๆ หรือมองต้นไม้สีเขียวบ้าง
5. การนอนอย่างเพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการพักผ่อนสายตาที่ดี
6. การแต่งหน้าอาจทำให้เกิดถุงใต้ตา และรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เนื่องจากเนื้อครีมเข้มข้นอาจใช้แรงกดในการทา ซึ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวหน้าและผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ ต้องมีเนื้อครีมที่บางเบา ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง
7. ถ้าดวงตาเกิดอาการบวมแดงหรือดูอิดโรยไม่สดใส ให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง มาวางไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
8. บริหารดวงตา โดยการกรอกลูกตาไปมาเป็นวงกลม เริ่มจากตามเข็มนาฬิกาครบหนึ่งรอบ แล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ กัน วันละ 2-3 ครั้ง หรือนอนหงายหรือนั่งหลับตาสักพัก แล้วใช้แตงกวาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาแปะไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้น


ถ้าอยากให้ดวงตาดูสดใสและมีเสน่ห์ก็ลองนำ 8 วิธีนี้ไปปฏิบัติกันดู.

ดวงตาเกิดอาการบวมแดงหรือดูอิดโรยไม่สดใส ให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง มาวางไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น
8. บริหารดวงตา โดยการกรอกลูกตาไปมาเป็นวงกลม เริ่มจากตามเข็มนาฬิกาครบหนึ่งรอบ แล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ กัน วันละ 2-3 ครั้ง หรือนอนหงายหรือนั่งหลับตาสักพัก แล้วใช้แตงกวาฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำมาแปะไว้บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้น


ถ้าอยากให้ดวงตาดูสดใสและมีเสน่ห์ก็ลองนำ 8 วิธีนี้ไปปฏิบัติกันดู.

, ,
February 12, 2012 at 2:24 am Comments (0)

วิธีดีๆในการพิชิตหุ่นสวย

วันนี้เรามีกลวิธีดีๆในการพิชิตหุ่นสวยมาฝากสาวๆกันค่ะ??เชื่อแน่ว่าจะเป็นประโยชน์กับสาวๆที่อยากผอมมากๆเลยล่ะค่ะ..

?ความเคยชิน? -? กินขนมกรุบกรอบวันละถุง
?เปลี่ยนเป็น? ?-? กินแอปเปิ้ลเวลาหิว คุณจะสกัดแคลอรี่ไปได้วันละ 240 แคลอรี เกือบแล้วเท่ากับลดน้ำหนักไปปีละ 8.2 โล
?
?ความเคยชิน? -? กินชีสเบอร์เกอร์กับเฟรนซ์ฟรายขนาดใหญ่อาทิตย์ละครั้ง
?เปลี่ยนเป็น?? -? ลดขนาดการกินจากขนาดใหญ่เป็นขนาดเล็ก จะลดจำนวตแคลอรีไป 600 แคลอรี คิดเป็นน้ำหนักปีละ 4 กิโลกัม
?
?ความเคยชิน? -? ดื่มกาแฟใส่น้ำตาลสองช้อน
?เปลี่ยนเป็น?? -? ใช้น้ำตาลเทียมแบบ 0 แคลอรี ช่วยลดไขมันไปได้ 32 แคลอรี่ หรือเท่ากับหั่นน้ำหนักทิ้งไปปีละ 1.4 กิโลกรัม
?
?ความเคยชิน?-? ดื่มน้ำอัดลมวันละกระป๋อง
?เปลี่ยนเป็น? -? เปลี่ยนมาดื่มน้ำอัดลมแบบไดเอทแทน ช่วยลดแคลอรี่ทิ้งไปได้ 135 แคลอรี่ต่อวัน เท่ากับลดความอ้วนไปได้ปีละ 6.4 กิโล
?
?ความเคยชิน?-? กินโดนัท (หรือเบเกอรี่) 1 ชิ้นกับกาแฟ
?เปลี่ยนเป็น? -? กินสลัดผักน้ำแทน ช่วยประะหยัดแคลอรี่ไปได้ 180 แคลอรี่ หรือเท่ากับน้ำหนักตัว 8.6 กิโลกรัม
?
ความเคยชิน?-? กินสลัดผักใส่มายองเนส 5 ช้อนชา
เปลี่ยนเป็น? -? เปลี่ยนมาใส่น้ำสลัดแบบใสหรือแบบไขมันต่ำแทน ช่วยลดไขมันได้ถึง 475 แคลอรี่ คิดเป็นน้ำหนักตัว 3.2 กิโลกรัม

, ,
February 6, 2012 at 5:52 pm Comments (0)

3 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันโรคมะเร็งเต้านมคร่าชีวิตคนในประเทศอังกฤษถึง 12,000 คน ต่อปี ถึงแม้จะมีการรณรงค์และเผยแพร่ความรู้แต่ยังพบอัตราการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา


สถาบันวิจัยมะเร็งของอังกฤษทำการสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจในพฤติกรรมเสี่ยง 3 ข้อที่ส่งผลต่อมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ได้แก่

1. ผู้หญิงที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดื่มมากเกินไป
2. ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
3. ผู้หญิงที่ไม่ชอบออกกำลังกาย

นักวิจัย ระบุว่า การรณรงค์ในผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มักมีปัญหาโรคแซกซ้อนอื่นๆ อีกมาก เช่น ออกกำลังกายไม่ได้เพราะปวดข้อ หรือเป็นโรคความดันสูง

แนะให้ผู้หญิงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรูปแบบการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร

, ,
February 6, 2012 at 5:31 pm Comments (0)

แตงโม อาหารสุขภาพ

แตงโมป็นผลไม้หวานฉ่ำแคลอรีต่ำ ใยอาหารสูง

แต่การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ยังชี้ว่าแตงโมอาจเป็น ‘ฟังก์ชั่นแนล ฟู้ด’ หรืออาหารที่สามารถป้องกันโรคได้ โดยทีมนักวิจัยจาก?Florida State University?พบว่าแตงโมมีกรดอะมิโน?L-Citrulline?อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของ?L-Arginine?ที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจและช่วยให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไปโดยสะดวก ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวนี่เองที่ทำให้แตงโมช่วยปกป้องหัวใจจากโรคต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่ชอบแตงโม นพ. แอนดรูว์ วีล ก็ชี้ว่ากระเทียมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความดันโลหิตได้ และขณะเดียวกันก็ให้ลดการกินเกลือ เนื้อสัตว์ แล้วหันมากินถั่วแทนบ้าง

, ,
February 6, 2012 at 5:06 pm Comments (0)

เล็บออกดอก? บอกสุขภาพ

 

 

เล็บออกดอก สังเกตได้ง่ายๆ ตรงบริเวณเล็บ จะมีสีขาวๆ อยู่ ตรงช่วงเล็บด้านใน จะค่อยๆเลือกขึ้นมา จนถึงด้านบน อาจจะมีเล็บใดเล็บหนึ่ง หรือว่า หลายเล็บก็ได้ แล้วแต่สุขภาพ เล็บออกดอก เป็นเพราะร่างกายขาด ธาตุเหล็ก แคลเซียม และวิตามินเอ

วิธีแก้ง่ายๆ
คือ ควรเสริมวิตามินโดยทานผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ไข่แดง ผักสีเขียวและเหลือง ที่สำคัญควรทานอาหารให้ครบห้าหมู่หากคิดว่า เราทานอาหารครบแล้วทั้ง 5 หมู่ ไม่ผิดพลาด ดอกเล็บอาจมากจาก เล็บโดนกระทบกระแทก ถ้าเป็นเพราะสาเหตุนี้ไม่ต้องรักษา รอให้เล็บยาวแล้วตัดทิ้งไป

อย่าลืมนะคะ สังเกตเล็บเราเสมอ ว่าเราขาดสารอาหาร อะไรหรือเปล่า ? อย่าลืมกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ค่ะ

, ,
February 6, 2012 at 4:40 pm Comments (0)

เซ็กซ์ชะลอแก่ ร่างกายฟิต

คนที่อยากมีสุขภาพดี แข็งแรงอยู่ตลอดช่วงชีวิต นอกจากต้องดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย จิตใจแล้ว?เรื่องเซ็กซ์หรือการมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมแกร่งให้กับสุขภาพ?ทั้งนี้ ?มิได้แอบส่งเสริมให้ผู้อ่านไปหมกมุ่นในกาม เพียงแต่ในต่างประเทศมีการวิจัยศึกษาเรื่องทำนองนี้มาแล้ว ผลที่ได้มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเมื่อเซ็กซ์มีส่วนช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น ย่อมเกี่ยวข้องกับสุขภาพ แล้วเราจะไม่เอามาบอกต่อได้อย่างไร?!

เริ่มกันด้วย??ไม่อยากแก่เร็วต้องอาศัยเซ็กซ์เป็นยาอายุวัฒนะ??เรื่องนี้โรงพยาบาลรอยัล อีดินเบิร์ก ในสกอตแลนด์ มีผลสำรวจมาอวดว่า การมีเซ็กซ์สม่ำเสมอจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงได้ 4-7 ปี แถมหน้าตาก็ยังดูสดชื่นแจ่มใส ที่เป็นเช่นนี้เพราะการมีเซ็กซ์สร้างความสุขกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเจริญเติบโต หรือ Growth Hormone เป็นฮอร์โมนช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายนั่นเอง

เนื่องด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแปรปรวนจนตั้งตัวไม่ติดเช่นนี้??เซ็กซ์ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้??ตามกล่าวอ้างจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยวิลคส์ ในเพนซิลวาเนีย สหรัฐฯ ระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยเสริมแกร่งระบบภูมิคุ้มกันให้ตรวจจับและทำลายเชื้อไวรัสหวัด และแบคทีเรียต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

และคงเคยได้ยินคนแซวกันว่า??เซ็กซ์คือกีฬาในร่ม ได้ออกแรงลดน้ำหนัก??การออกกำลังกายใต้ผ้าห่มนี้สามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ 5 แคลอรี่ต่อนาที ยิ่งเพิ่มการบรรจงจุมพิตเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจเหมือนการออกแรงออกกำลังกายก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานของร่างกายอีกทางหนึ่ง

?มีเซ็กซ์แล้วตายช้า??โดยเฉพาะผู้ชายถึงจุดสุดยอดขณะมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์? สามารถลดโอกาสเสี่ยงป่วยด้วยโรคหัวใจลงได้ร้อยละ 50 และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ส่วนความยืนยาวของอายุในภาพรวม มีวารสารทางการแพทย์แดนผู้ดี รายงานไว้ว่า ชายใดมีเซ็กซ์มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อายุยืนไปอีก 10 ปี เมื่อเทียบกับชายซึ่งมีเซ็กซ์แค่ 1 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ผู้หญิงที่มีความสุขเมื่อทำกิจกรรมรักบนเตียงจะยืดอายุขัยไปอีก 7-8 ปี.

 

, ,
January 11, 2012 at 8:25 pm Comments (0)

Big Eyes ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

แม้จะมีคำเตือนถึงอันตรายและมีข่าวว่าทำให้คนใช้ตาบอดมาแล้ว แต่สาวๆ จำนวนไม่น้อยก็ยังไม่เลิกใส่คอนแทกเลนส์ตาโต หรือ Big Eyes ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย?วงศกิตติรักษ์?ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย จึงออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคอนแทกเลนส์ตาโตและการใช้อย่างปลอดภัย

คอนแทกเลนส์แฟชั่นเป็นอย่างไร 
ปัจจุบันมีการนำคอนแทกเลนส์มาใช้ประโยชน์ 3 ด้านคือ
1. เพื่อแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เช่นเดียวกับการใช้แว่นตา
2. เพื่อรักษาโรคของกระจกตาบางโรค เช่น กระจกตาทะลุ กระจกตาเป็นแผล หรือกระจกตานูนผิดปกติ (keratoconus)
3. เพื่อความสวยงาม (cosmetic contact lens) เช่น คอนแทกเลนส์สี และคอนแทกเลนส์ตาโต

ส่วนคอนแทกเลนส์แฟชั่น คือ การนำเอาคอนแทกเลนส์ชนิดมีสีต่างๆ มาใช้เพื่อความสวยงาม?จากเดิมที่ในอดีตคอนแทกเลนส์สีจะนำมาใช้ในการช่วยลดความรู้สึกด้อยของผู้ป่วยที่มีปัญหากับกระจกตา เช่น ใส่เพื่อปกปิดกระจกตาที่เป็นแผลเป็นสีขาวให้เป็นสีดำ เพื่อให้มองเห็นคล้ายกระจกตาและม่านตาคนปกติ หรือใช้ในผู้ป่วยที่ไม่มีม่านตา (aniridea) ให้สามารถสู้แสงแดดได้มากขึ้น?แต่ในระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา กระแสการใช้คอนแทกเลนส์สีเพื่อความสวยงามแพร่กระจายมาจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ด้วยการระบายสีต่างๆ ลงบนคอนแทกเลนส์ให้เป็นสีฟ้า สีเขียว หรือแม้แต่สีชมพู โดยอาจจะระบายให้เป็นรูปร่างคล้ายม่านตาหรือลวดลายต่างๆ ทำให้ใบหน้าของคนใส่ดูแปลกตาขึ้น และเป็นจุดสนใจของผู้พบเห็น จึงเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่นไทย

ทำไมคอนแทกเลนส์ตาโต 
คอนแทกเลนส์ตาโต คือ คอนแทกเลนส์สีชนิดหนึ่งที่ใช้สีมาวาดบนผิวคอนแทกเลนส์ให้มีลักษณะรูปร่างคล้ายม่านตา แต่จะมีขนาดโตกว่ากระจกตาดำปกติ โดยจะใช้สีจากวัสดุที่ให้ความแวววาวมากขึ้น เพื่อทำให้กระจกตาดำของผู้ที่ใส่คอนแทกเลนส์ตาโตดูมีสีสันสดใสและมีขนาดโตขึ้น

อันตรายของคอนแทกเลนส์แฟชั่น 
อันตรายที่เกิดจากคอนแทกเลนส์แฟชั่น อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. อันตรายเช่นเดียวกับการใช้คอนแทกเลนส์ทั่วไป คือ อาจทำให้กระจกตาอักเสบ เป็นหนอง จากการใช้คอนแทกเลนส์ผิดวิธี ไม่รักษาความสะอาด หรือใส่คอนแทกเลนส์นอน ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่บริเวณกระจกตา จนอาจเกิดปัญหาถึงขั้นตาบอดได้ นอกจากนั้นการใส่คอนแทกเลนส์เป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดภูมิแพ้ที่เปลือกตา (giant papilla conjunctivitis) ซึ่งจะทำให้มีอาการเคืองตา ตาแดง ไม่สบายตา และใส่คอนแทกเลนส์ได้ไม่ทน จนกระทั่งไม่สามารถใส่ได้ในที่สุด

2. อันตรายที่เกิดจากการใส่คอนแทกเลนส์แฟชั่น เนื่องจากคอนแทกเลนส์แฟชั่นมีขายกันแพร่หลายทั่วไป และมีหลากหลายราคา จึงอาจจะไม่มีการควบคุมทั้งคุณภาพ วัสดุ และราคา ซึ่งบางกรณีดวงตาอาจแพ้ต่อวัสดุที่ใช้ในการทำคอนแทกเลนส์ หรือสีที่นำมาระบายบนผิวคอนแทกเลนส์ได้

ซื้อคอนแทกเลนส์ตาโตให้ปลอดภัย 
คอนแทกเลนส์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ?ดังนั้นร้านจำหน่ายคอนแทกเลนส์ตาโตจึงต้องมีเอกสารแสดงว่ามีการนำเข้าอย่างถูกต้อง และต้องมีเอกสารที่แสดงคำเตือน ข้อควรระวังในการใช้ รวมทั้งควรพิจารณาว่าเป็นแหล่งซื้อขายที่น่าเชื่อถือ และควรใช้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น โดยต้องศึกษาข้อมูลและดูแลรักษาความสะอาดอย่างถูกต้อง รวมทั้งใส่ในระยะเวลาที่น้อยที่สุด ถอดออกทันทีที่หมดความจำเป็น และห้ามใส่นอนเด็ดขาด

อันตรายจากคอนแทกเลนส์ตาโต
ปัญหาจากการใส่คอนแทกเลนส์ตาโต คือ จะทำให้เกิดอาการเคืองตา ตาแดง สู้แสงไม่ได้ และอาจมีขี้ตามากกว่าปกติ แต่หากอาการรุนแรงขึ้นถึงขั้นมีการติดเชื้อที่กระจกตา จะทำให้ตามัวลงและสังเกตเห็นบริเวณสีขาวบนกระจกตาดำ ซึ่งอาจลุกลามถึงขั้นทำให้ตาบอดได้?ดังนั้นหากเริ่มมีอาการเคืองตา ตาแดงผิดปกติควรรีบไปพบจักษุแพทย์ พร้อมบอกประวัติการใช้คอนแทกเลนส์ รวมทั้งแหล่งที่ซื้อ เพื่อจักษุแพทย์จะได้ทราบข้อมูลและให้การวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

, ,
January 11, 2012 at 7:41 pm Comments (0)

อาหารเพิ่มความสดใสยามอดนอน

ในวันหนึ่งๆ คุณผู้หญิง มีเรื่องที่ให้ทำเยอะเต็มไปหมด เวลานอนก็ไม่พอ จึงทำให้วันรุ่งขึ้น มีอาการง่วงนอนในขณะทำงาน แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ วีซ่ามีเคล็ดกลับตัวช่วยมาฝากด้วยการเลือกทานอาหารเพื่อเพิ่มความสดใสกระปรี้กระเปร่ายามอดนอนมาฝากกันค่ะ

อาหารเพิ่มความสดใสยามอดนอน

1. ทานผักผลไม้
เนื่งจาก ในผักผลไม้ มี โครเมียมซึ่งจะช่วยให้ รักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายของคุณผู้หญิงซึึ่งมีในแอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่งค่ะ

2. ทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิบีและซี
เนื่องจากวิตามินบี ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดอาการนอนไม่หลับ ทำให้ประสาทตื่นตัว มีมากในข้าวกล้อง ธัญพืช ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ ฯลฯวิตามินซี ช่วยต้านความเหนื่อยล้า สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย มีมากในผักและผลไม้สด เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ค่ะ

3. ทาน ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวซ้อมมือ และจมูกข้าวสาลี
เพราะโพแทสเซียมและแมกนีเซียมจากธัญพืชต่างๆ ช่วยบำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใส สดชื่น

4. ทานปลาเพราะร่างกายตะได้รับไขมันชนิดดีจากปลา ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง สร้างสมาธิและความจำให้ดีขึ้นเวลาอดนอน

5. ทานอาหารเบาๆ ย่อยง่าย
เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำเต้าหู้อุ่นๆ เพราะการกินอาหารที่ย่อยยาก ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักและอาจหลับไม่สนิทในคืนถัดๆ ไป จะยิ่งทำให้สุขภาพแย่ไปกันใหญ่ค่ะ

6 ดื่มน้ำเยอะๆ เรียกความสดชื่น
เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เมื่อรู้ตัวว่าต้องอดนอนต้องดื่มน้ำเยอะๆ ค่ะ เพราะช่วยสร้างความสมดุลให้ร่างกายของคุณผู้หญิง และป้องกันอาการร้อนในที่อาจเกิดได้อีกด้วย

, ,
December 4, 2011 at 11:19 pm Comments (0)

อาหารต้องห้ามยามอดนอน

บทความที่แล้วได้แนะนำอาหารเพิ่มความสดใสยามอดนอนไปแล้ว คราวนี้วีซ่าขอแนะนำอาหารต้องห้ามยามอดนอนกันดูบ้าง คุณผู้หญิงจะได้ไม่เผลอทานตอนง่วงนอนค่ะ

อาหารต้องห้ามยามอดนอน

หากพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่อยากมีอาหารง่วงนอนในที่ทำงานควรเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้ค่ะ

1. อาหารทอด อาหารมัน
เนื่องจากอาหารทอง อาหารมันสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบได้ง่าย เมื่อคุณผู้หญิงอดนอนร่างกายจะมีเวลาซ่อมแซมอาการอักเสบต่างๆ ภายในร่างกายได้ไม่เพียงพอ ทำให้เมื่อตื่นเช้ามาแล้วจะมักมีอาการเจ็บคอ ร้อนใน และเป็นสิวมากขึ้นด้วยค่ะ

2. อาหารเค็มจัด
หากทานอาหารเค็มจัด ในวันที่นอนไม่พอแล้ว จะยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเพิ่มการอักเสบภายในร่างกายด้วยค่ะ

3. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในตอน้าของวันทำงานเพราะ จะทำให้สมองมึนงง ตื่นไม่ไหว และรู้สึกไม่สดใสในตอนเช้าอีกด้วยค่ะ

รู้เคล็ดลับอาหารต้องห้ามยามอดนอน คุณผู้หญิงอย่าลืมเอาไปดูแลสุขภาพในวันที่อดนอน ด้วยการเลือกกินอาหารที่เหมาะสมกันด้วยนะคะ เพราะจะเป็นวิธีที่ช่วยคืนความสดชื่นให้ร่างกาย ให้พร้อมกลับมารับมือกับวันใหม่ด้วยความสดใสอีกครั้ง

, ,
December 4, 2011 at 11:18 pm Comments (0)

โครเมียม ( Chromium )

โครเมียมทำหน้าที่อะไร
โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อการเจริญเติบโตที่มีสุขภาพที่ดี มันมีความจำเป็นต่อขบวนการแตกของโมเลกุลโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต รองจาก แคลเซียม แล้ว โครเมียม เป็นแร่ธาตุที่ได้รับความนิยมมากสำหรับคนอเมริกันที่รับประทานเป็นประจำ และยังเป็นที่ร่างกายต้องการ โครเมียม ในปริมาณ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน โครเมียม มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิด นอกจากนั้น โครเมียม อาจมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

โครเมียม จะกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้ เป็นพลังงาน และขบวนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คลอเรสเตอรอล จึงดูเหมือนว่า โครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกูลโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ (เพราะว่ามีอินซูลินมากเกินไป) หรือโรค เบาหวาน (เพราะว่ามีอินซูลินน้อยเกินไป)

จากการศึกษาพบว่า โครเมียม แบบที่เรียกว่า โครเมียมพิกโคลิเนต (Chromium Picolinate) มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมันในร่างกาย โดยพบว่า โครเมียมพิกโคลิเนต อาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยมีงานวิจัยที่ทดลองให้ โครเมียมพิกโคลิเนต ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันในร่างกาย และ น้ำหนักร่างกาย อย่างไรก็ตาม การศึกษาอื่นก็ไม่สามารถยืนยันผลของ โครเมียมพิกโคลิเนต ต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

ประโยชน์ของโครเมียม
คนส่วน ใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริม โครเมียม เลยหากสามารถรับประทานได้จากอาหารได้อย่างเพียงพอ แต่ทั้งนี้ในปัจจุบันอาหารที่เรารับประทานมักจะผ่านกรรมวิธีมามากจนทำให้สาร อาหารต่างๆ รวมทั้ง โครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหารทำให้ในบางรายอาจจะจำเป็นต้องพิจารณารับประทาน โครเมียม เป็นอาหารเสริม เหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ

-  ลด ระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย
จากหลักฐานการศึกษาวิจัยพบว่า โครเมียม (ทั้งในรูปแบบพิกโคลิเนตและอื่นๆ) พบว่ามีผลในการลดระดับ คลอเลสเตอรอล ในร่างกาย โดยการมีบทบาทไปเพิ่ม HDL หรือ คลอเรสเตอรอล ชนิดดี และ ลดระดับ คลอเรสเตอรอล ทั้งหมด

-  ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดและโรคเบาหวาน
ในผู้ป่วยโรค เบาหวาน แบบที่ 2 โครเมียมมีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่าอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาล ในเลือด แต่ปัญหาคือเซลร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ มีการทดลองซึ่งเป็นการทดลองแบบที่ทั้งผู้ทดสอบและผู้ถูกทดสอบจะไม่มีใครทราบ เลยว่าได้ยาที่มีส่วนผสมของ โครเมียม หรือไม่มี เพื่อตัดตัวแปรด้านความรู้สึกของผู้เข้าการทดลองที่อาจะมีผลต่อการวัดผลใน ประสิทธิภาพของ โครเมียม ซึ่งผลการทดลองสนับสนุนสรรพคุณด้านการลดน้ำตาลในเลือดของ โครเมียม

เนื่อง จาก โครเมียม ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยในการทำให้ glucose tolerance ดีขึ้น ดังนั้นการได้รับ โครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวาน ชนิดที่ 2 คนที่มีอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีอาการดีขึ้น เมื่อได้รับ โครเมียม 200 ไมโครกรัมต่อวัน

-  ช่วย เรื่องการลดน้ำหนัก
มีเพียง โครเมียมพิกโคลิเนต ที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆ ในเทกซัสได้รับ โครเมียม จำนวน 400 ไมโครกรัมต่อวันของ โครเมียมพิกโคลิเนต หรือยาหลอกเป็นระยะเวลติดต่อกัน 3 เดือน คนที่ได้รับ โครเมียม มีไขมันในร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์ (1.3 กิโลกรัม)

นอกจากนี้ จากผลการทดลองดังกล่าวจึงมีการใช้ โครเมียมพิกโคลิเนต ในกลุ่มผู้รักการออกกำลังกายเพื่อที่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดไขมันในร่างกาย เมื่อรับประทาน โครเมียมพิกโคลิเนต ร่วมกับการออกกำลังการอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งที่พบ โครเมียม
แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุด คือ ในยีสต์ (Brewer’s yeast) นอกจากนั้นก็ยังพบใน เมล็ดธัญพืช และ ซีเรียล ซึ่งปรกติจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิต เบียร์บางยี่ห้อก็อาจจะมี โครเมียม ในปริมาณมาก

ใครที่จะขาดโครเมียม
เนื่อง จากคนทั่วไปได้รับ โครเมียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าที่ US RDA ได้แนะนำไว้คือ 50 – 200 ไมโครกรัมต่อวัน และ ประมาณ 3 % ของ โครเมียม ในอาหารที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย คนทั่วไปควรได้รับ โครเมียม เป็นอาหารเสริม การที่รับประทานอาหารประเภทน้ำตาล และอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง ก็อาจจะทำให้เกิดการขาด โครเมียม และเร่งให้เกิดโรค เบาหวาน ได้

พบว่า คนในกลุ่มผู้สูงอายุ นักกีฬา และหญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาด โครเมียม มากที่สุด เมื่อร่างกายขาด โครเมียม จะมีอาการต่อไปนี้ คือ มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรค เช่น impaired glucose tolerance, glycosuria, อาการระดับน้ำตาลสูงเมื่ออดอาหาร fasting hyperglycemia, ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น และ การทำงานของอินซูลินลดลง (ซึ่งเหล่านี้ล้วนอาการเริ่มต้นของโรคเบาหวาน)

ขนาดที่แนะนำ
ปริมาณ ที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไป คือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน

อาการข้างเคียง
ใน ปริมาณที่ โครเมียม วางขายทั่วไป (50 – 300 ไมโครกรัมต่อวัน) ไม่พบว่าก่อให้เกิด อาการเป็นพิษต่อร่างกาย (toxicity) อาหารเสริม โครเมียม อาจจะเพิ่ม หรือเข้าไปช่วยการทำงานของยารักษาโรค เบาหวาน (เช่น อินซูลิน หรือยาลดน้ำตาลอื่นๆ) และอาจทำให้เกิดอาการระดับน้ำตาลต่ำได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เบาหวาน จึงควรปรึกษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะทานอาหารเสริม โครเมียม

ผลต่ออาหารชนิดอื่นๆ
จากการ ศึกษาพบว่า วิตามินซี เพิ่มการดูดซึมของ โครเมียม จึงได้มีการแนะนำให้รับประทานร่วมกันระหว่าง วิตามินซี และ โครเมียม หรือทานร่วมกับอาหารที่มี วิตามินซี สูงๆ

ข้อระวังในการใช้

-  ผู้ป่วยโรค เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการรับประทาน เนื่องจาก โครเมียม อาจจะไปมีผลทำให้ความต้องการอินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้

-  อย่ารับประทานพร้อมๆ กับแคลเซียมคาร์บอเนต หรือยาลดกรดต่างๆในเวลาเดียวกันเพราะมันอาจจะไปรบกวนการดูดซึมของโรคเมีย มได้

-  การรับประทาน โครเมียม ในปริมาณสูงๆ อาจจะไปรบกวนการดูดซึม สังกะสี (Zinc) ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มปริมาณการรับประทาน สังกะสี ให้เพิ่มมากขึ้นแทน

, ,
November 8, 2011 at 1:58 am Comments (0)

« Older Posts